MagGang.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานของคุณ อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

กระบี่-สังขละบุรี-นครปฐม

เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 - 17:50 น.
AA 65

#จากกระบี่-สังขละ-นครปฐม

/วันพฤหัส ที่ 6 กุมภา...

ทริปตามใจฉัน มันเริ่มต้นขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียว ที่จะไปส่งที่นครปฐม   เลยคิดว่าจะไปไหนดีนอกจากนครปฐม ดูๆ รีวิวใน google หลายๆ จังหวัดที่ไม่ไกลจากนครปฐม มีช้อยให้เลือกคือ ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี อยุธยาก็พอจะไปได้ ด้วยเพียงมีเวลาแค่ เสาร์ อาทิตย์ จันทร์ (ขอบคุณวันหยุดติดต่อกัน 3 วัน) ถ้าไม่ใช้วันหยุดคงไม่คิดจะไปไหน เหลือเวลาอีก 2 วันก็วันเสาร์แล้ว มีเพื่อนร่วมทริปอีก 2 คน วันพฤหัสเจ้าของทริปคือข้าพเจ้าเอง 555 ตกลงไปกาญจนบุรี ก็มีอีก 2 ช้อยให้เลือก เนื่องจากไม่สามารถไปทันในเวลาจำกัด คือ หมู่บ้านอีต่องปิล๊อก และสะพานมอญ จึงตกลงพร้อมใจกันว่าเราไปสะพานมอญกันดีกว่า จะได้ไปทำบุญด้วย ดูรีวิวแล้วได้ครบทั้งบุญ วิวธรรมชาติ ชีวิตชนบทของคนในพื้นที่ ตกลงเสร็จสรรพเรียบร้อย สิ่งต่อไปที่สำคัญมากในวันหยุดยาว 3 วัน คือ #ที่พัก

เจ้าของทริปเมื่อตกลงปลงใจไปสังขละบุรีแล้ว.....  คือจบ ส่วนเรื่องที่พักมอบเพื่อนร่วมทริปและเพื่อนโอ๋ผู้หวังดีและใส่ใจความเป็นไปของเพื่อนเป็นคนหาที่พัก ขณะที่เรานั่งทำงานชิวๆ ไป อุไรและเพื่อนโอ๋ก็กุลีกุจอกับการโทรหาที่พัก ได้ยินแต่คำว่า “คืนวันที่ 8 มีห้องว่างไหมคะ….ประโยคจบลงด้วยคำว่า … ขอบคุณคะ” จนเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เริ่มมีเสียงบ่นมาว่า โทรเกือบ 50 แห่งแล้ว บอกต่อเต็ม เต็ม และเต็ม เอาไงดี ???? และนางก็หันมาถามว่าเปลี่ยนที่ไปเป็นราชบุรีดีไหม …..คำพูดแค่นั้น ทำให้เจ้าของทริปที่นั่งทำงานชิลๆ ต้องชะงักลง หันหน้ามาด้วยความผิดหวัง พูดได้แค่ “จะเปลี่ยนเหรอ??? .”

ด้วยความอยากไป เลยลงมือร่วมด้วยช่วยหาอีกคน ที่แรกที่โทรไปติดเลย แต่คำตอบที่ได้คือ พี่ปิดกิจการมา 3 ปี แระ และพี่ก็ไม่รู้จักที่ไหนที่จะแนะนำด้วย จบคะ>>>>> ทุกอย่างเริ่มมืดมนกับทริปนี้ เพื่อนโอ๋ซึ่งไม่ได้ไปด้วยแต่ช่วยหาที่พัก พูดปริ้นรายการที่พักมาทั้งหมดแถวนั้น มาให้ดู รายการที่มีในกระดาษที่ปริ้นมา ดูเหมือนว่าอุไรจะไล่โทรหมดแล้วนะ ในขณะนั้นเวลาก็ไล่หลังมาช่วงบ่ายแก่ๆ แล้ว เรายังไม่ได้ที่พักสำหรับวันเสาร์นี้เลย ทริปสังขละบุรี (สะพานมอญ) เริ่มริบหรี่ลง จนเพื่อนโอ๋บอกให้เปลี่ยนเป้าหมายเถอะ มันคงไม่มีที่พักแล้วละ สำหรับวันหยุดและเวลาแค่นี้จะหาที่ไหนได้ ทุกคนต้องใช้เวลาจองที่พักล่วงหน้ากันหมดแล้ว ….ความนอยในใจของเจ้าของทริปเริ่มเกิดขึ้น หันไปมองหน้าอุไร

ทันใด ทันใดอุไรก็พูดคำพูดที่ทำให้แสงสว่างของทริปนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง “เอาละๆ พี่จะลองโทรหาเพื่อนที่สมุทรสงครามดู ว่ามีใครพอจะรู้จักที่สังขละบุรีบ้าง ได้ข่าวว่าเพื่อนมีญาติอยู่นั้น เพียงแค่โทร....ทุกอย่างก็โล่ง คำตอบคือเราได้ที่พักที่ห่างจากสะพานมอญประมาณ 300 เมตร สามารถเดินถึง เห็นวิวเขื่อน>>เครดิตคุณพี่อิง  

ที่พักแสนสบาย...เครดิตพี่อิง
ที่พักแสนสบาย...เครดิตพี่อิง

/วันศุกร์ ที่ 7 กุมภา...

ผู้หญิงสามคน หน้าตาดี แต่ออกจะดึก เริ่มต้นการเดินทางออกจากหน้าธารโบกขรณี เวลาเกือบๆ 4 ทุ่ม แบบไม่มีเป้าหมาย รู้แค่จุดหมายใหญ่คือสังขละบุรี ถึงสังขละถือว่าคุ้มค่าเหนื่อย 😜

ระหว่างทางก็คุยตกลงกันว่าจะพักนอนค้างคืนตอนตี 2 ระหว่างเดินทางนั้นก็ดูห้องพักช่วงเขตชุมพร ซึ่งมีเยอะมาก พอเข้าเขตชุมพรตอนบนไปทางประจวบฯ ห้องพักเริ่มเห็นบางตา เริ่มลุ้นในใจว่าตี 2 จะไปได้ถึงไหน จะมีโรงแรมสำหรับค้างคืนอีกไหม ที่อยู่ติดถนนและสภาพไม่น่ากลัวจนเกินไป ขับรถกันไปเรื่อยระหว่างนั้นก็ลุ้นหาที่พักไป จนมาจนถึงบ้านบางสะพานน้อย ประจวบคีรีขันธ์ เห็นป้ายโรงแรมตัวใหญ่ตั้งอยู่ริมถนนรีบชะลอรถ มันเป็นโรงแรมที่ดูใหญ่ และปลอดภัยที่สุด ณ ขณะนั้น เราสามคน ตกลงกันจะเข้าพัก ก็มีเด็กมาบอกว่ามีห้องแบบครอบครัว เหลืออยู่แค่ 2 ห้อง นอกนั้นเต็ม ราคา 800 บาท เตียงเดียว 2 เตียง สนใจพักไหม

เราไม่รอช้า รีบตอบตกลง เพราะตอนนี้ ตี 2 กว่าแล้ว ถ้าฝืนขับรถไปหาที่อื่นอีกก็ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นยังไง เลี้ยวรถเข้าห้องพักก็มีสาวพม่าอายุประมาณ 20 กว่าๆ ซึ่งเป็นพนักงานต้อนรับของที่นั้น มาเปิดประตูและบอกกล่าวเกี่ยวกับห้องพักให้ฟัง(น้ำเสียงแบบคนพม่าพูดไทย) บอกให้เรานอนตามสบาย ไม่ต้องห่วงหลับยาวได้เลย จนกว่าจะถึงช่วงบ่าย จะมีคนมาเรียก…..ในใจคิดใครจะนอนได้นานขนาดนั้น แค่นี้ก็รีบจะแย่อยู่แล้ว กว่าทุกคนจะอาบน้ำ กันเสร็จเรียบร้อยก็ปาเข้าไปตี 3 แล้ว เราตกลงกันว่าจะออกเดินทางแปดโมงเช้า

/วันเสาร์ ที่ 8 กุมภา...

เช้าวันเสาร์ ทุกคนอาบน้ำแต่งตัวสำหรับเดินทางต่อกันเรียบร้อย เพราะจุดหมายเราอยู่อีกไกล และต้องแวะไปรับเพื่อนร่วมทางอีกคน (พี่อิง)ที่สมุทรสงครามก่อน มีนัดกันที่ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงครามขอบคุณเพื่อนพี่อิงที่ปักหมุดส่ง line มาให้ สมุทรสงครามเป็นเมืองเล็ก แต่เราก็หลงทางหาทางมาตามแผนที่ไม่ถูก เสียเวลาไปค่อนข้างเยอะพอสมควร จนต้องวนไปวนมากันหลายรอบ ขึ้นลงสะพานเป็นว่าเล่น

ขอบคุณผู้นำทางสู่กาญจนบุรี (พี่อิง) หลงน้อยกว่า google นิดหนึ่ง แวะปั้มบ้างเป็นบางช่วง จากนั้นก็ขับรถตรงสู่สังขละบุรี แวะถามทางชาวบ้านบ้างเพื่อความแน่ใจ เพราะอยากไปถึงที่พักก่อนค่ำ เพื่อจะได้ดูแสงสุดท้ายของวันที่สะพานมอญ ขับมาถึงทางแยกเราต้องเลี้ยวขวาเพื่อเดินทางไปสังขละ ถ้าตรงไปจะไปอำเภอทองผาภูมิ ระยะทางจากทางแยกที่ว่า ถึงสะพานมอญ ประมาณ 77 กิโล ที่เป็นทางขึ้นเนินและโค้งตลอดระยะทาง แต่ไม่ชันมาก จึงต้องขับรถด้วยความระมัดระวัง ผ่านน้ำตกไทรโยค (เท่าที่จำได้นะ) ซึ่งมีเต็นท์กางอยู่พอประมาณ ด้วยความที่รถเยอะพอสมควรทำให้เราต้องใช้เวลาในการเดินทางนานกว่าปกติ จนในที่สุดเราก็มาถึงจุดหมาย เวลาประมาณ เกือบจะ 6 โมงเย็น ผ่านถนนคนเดินสังขละบุรี เข้าไปยังที่พัก (ซอยสามประสบ) นึกในใจว่าเดียวเราต้องมาเดินกันที่นี้ เราเริ่มเห็นนักท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนไทยมากขึ้นระหว่างทางเข้าที่พักจากถนนคนเดินประมาณ 500 เมตร เราพบกับป้ายรีสอร์ทโฮมสเตย์จำนวนมาก ซึ่งจำได้ว่าชื่อแต่ละที่พักนั้นเราโทรสอบถามห้องพักมาแล้วทั้งนั้น ที่พักส่วนมากติดป้ายข้างหน้าว่าเต็ม เต็ม เต็ม ตลอดเส้นทาง จุดหมายเราอยู่ที่ “สวนแมกไม้รีสอร์ท” 

วิวด้านหน้าห้องพัก
วิวด้านหน้าห้องพัก

           

กลอนประตูกระจกล๊อคแบบเก๋ๆ
กลอนประตูกระจกล๊อคแบบเก๋ๆ

ในที่สุดเราก็มาถึงที่พักที่ได้ได้สั่งจองล่วงหน้าไว้แค่ 2 วัน ขอบคุณญาติพี่อิงที่จัดการเรื่องที่พักให้ แต่ไม่ได้พบเขาเนื่องจากเป็นวันหยุด เขากลับบ้านที่อยู่ในเมืองกาญจนบุรี ที่พักที่ได้คืนนี้หรูหรากว่าที่เราคิดไว้พอสมควร เพราะบารมีพี่อิงแท้ๆ พี่อิงบอกว่าตอนแรกที่จองไว้เราได้ห้องพักชั้นที่ 1 แต่ทางโรงแรมโทรมารบกวนขอเปลี่ยนเป็นชั้น 3 ได้ไหม เนื่องจากมีผู้สูงอายุอีกกรุ๊ปที่เดินขึ้นบันไดไม่ไหว ด้วยความใจบุญของพี่อิงบวกกับหน้าตา แกเลยยอมเปลี่ยนเป็นพักชั้น 3 (ณ ขณะแกตัดสินใจแลกห้อง พี่อิงยังไม่รู้จักกับเจ้าของทริปคือข้าพเจ้าเอง ซึ่งสังขารพอๆ กับผู้สูงอายุ 555 ) เราเองพักที่ห้องหมายเลข 333 ส่วนพี่อิงพักห้อง 334 ตกลงกันว่าขอพักร่างอันเหนื่อยล้า 10 นาที แล้วเดียวคิดกันว่าจะไปไหนเพราะใกล้จะค่ำแล้ว ระหว่างเดินชมวิวน้ำที่สะพานมอญ หรือตลาดถนนคนเดิน เพราะอยู่คนละทาง เราตัดสินใจกันว่าจะไปหาอะไรกินกันที่ถนนคนเดิน ซึ่งเราขับรถผ่านมา แต่ต้องเดินออกไปทางถนนเส้นหลักเพราะถ้าเกิดเอารถออกเราก็จะเสียที่จอดรถในรีสอร์ทไป ซึ่งมันเป็นที่สุดท้ายที่เหลืออยู่

           เราเดินมาเรื่อยๆ จากที่พักซอยสามประสบ สะพานมอญ ผ่านที่พักที่เป็นแนวโฮมสเตย์ จนมาถึงปากทางถนนเส้นหลักซึ่งมีร้าน 7-11 เปิดรอเราอยู่ ระหว่างทางก็มีนักท่องเที่ยวชาวไทย เดินสวนมาไม่ขาดสาย แต่ก็แอบแปลกใจเล็กๆ ที่นักท่องเที่ยวของสะพานมอญส่วนใหญ่หรือทั้งหมดนั้นเป็นคนไทยจากหลายภาค แทบจะไม่มีชาวต่างชาติเลย จนมาถึงถนนคนเดิน ซึ่งมีร้านค้า ร้านอาหาร เท่าที่ดูจำนวนพอๆ กับถนนคนเดินที่กระบี่ และคนค่อนข้างเยอะ เราเดินดูร้านค้าไปเรื่อย แต่ก็แอบตั้งเป้าหมายอาหารมื้อนี้ไว้เรียบร้อยแล้วว่าเราจะกินหมูจุ่มกัน ซึ่งเป็นอาหารไฮไลท์ตามรีวิวของที่นี้ แต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด เพราะร้านหมูจุ่มในถนนคนเดินมีเพียงร้านเดียวเท่าที่เดินดูนะ และมีนักท่องเที่ยวยืนต่อคิวกันเป็นจำนวนมาก (หลายคนที่มาก็คงจะดูรีวิวเพจมาเหมือนกับเรา >>>อดกันไป) รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็แอบเก็บรูปไว้เป็นที่ระลึก เราตกลงที่จะไปกินร้านอาหารตามสั่งซึ่งอยู่เยื้องๆ กับร้านหมูจุ่ม แต่ไม่มีข้าวราด หรือกับข้าวราดข้าวเปล่า เราต้องสั่งเป็นกับข้าวเป็นจาน ถามว่าอยากกินไหม...ก็ไม่ แต่ด้วยความที่ไม่มีลานที่นั่งที่เป็นส่วนกลางสำหรับซื้อของมากิน เราเลยจำเป็นต้องสั่งอาหาร มีต้มยำทะเล ผัดเผ็ดนกกระทา ผักหวานป่าผัดไข่ ของที่ร้าน ด้วยความอยากกินพี่อิงเลยไปซื้อไก่ย่างบาร์บีคิว มาให้ลองชิมกันคนละไม้ เจ้าขอทริปซื้อสลัดโรลปลาทู กล่องละ 50 บาท มานั่งกินรองท้อง ส่วนไก่บาร์บีคิวไม้ละ 15 บาท ทั้งสองอย่างรสชาติอร่อยดี ที่สำคัญราคาไม่แพง เมื่อเทียบกับปริมาณ แต่น้ำที่ใช้บาร์บีคิวจะแฉะๆ หน่อย ไม่ค่อยติดไก่ ทุกคนต่างชิมกันคนละหน่อย ที่เหลือเป็นหน้าที่ของเจ้าของทริปที่ต้องกินให้หมด

ระหว่างทางไปถนนคนเดินสังขละ
ระหว่างทางไปถนนคนเดินสังขละ
สลัดโรลปลาทู น้ำจิ่มรสเด็ด
สลัดโรลปลาทู น้ำจิ่มรสเด็ด
อาหารตามสั่งแบบไม่มีราด
อาหารตามสั่งแบบไม่มีราด

      ระหว่างรออาหารที่สั่งก็แอบมองดูร้านหมูจุ่ม ไม้ละ 2 บาท แต่คิวยังยาวอยู่เหมือนเดิม อาหารที่สั่ง

กว่าจะได้ค่อนข้างช้าพอสมควร จนพี่อิงต้องไปถามว่าทำหรือยัง ถ้าไม่ทำจะขอยกเลิกแล้ว คำตอบสุดท้าย....ต้องรอ อีกสักพักใหญ่อาหารก็มาเสริ์ฟ ทุกคนก็กินกันคนละนิด เนื่องจากอิ่มไก่และสลัดไปเรียบร้อยแล้ว รสชาติอาหารก็จะจืดๆ นิดเมื่อเทียบกับแถวภาคใต้ ขากลับก็เดินชมร้านไปเรื่อยๆ ตรงสามแยกในตลาดก็จะมีกลุ่มเด็กๆ จากโรงเรียนต่างๆ มาตั้งกล่องรับบริจาค แต่งชุดมอญบ้าง ชุดย้อนยุคบ้าง ตามที่เห็น เราก็ไม่พลาดขอถ่ายรูปพร้อมได้บุญไปในตัว 55 เด็กน่ารักและคุยเก่ง ระหว่างเดินมีของที่ขายที่แตกต่างจากถนนคนเดินแถวภาคใต้ ก็มีรวงผึ้งพร้อมน้ำผึ้ง แป้งทานาคา (แป้งพม่า) เจ้าของทริปก็ได้แป้งพม่ากระทุกละ 50 บาท มา 2 กระปุก ถือด้วยความภาคภูมิใจ สอบถามคนขายบอกว่าผสมแค่น้ำกับผงทานาคา มีแท่งฝนพร้อมไม้ทานาคายืนยัน ตั้งไว้หน้าร้าน เดินชมเสื้อผ้าชาวมอญ สุดทางออกก็แอบไปคว้าฝ้าถุงสีดำปักลายดิ้นทองมา 1 ผืน ราคาประมาณ 250 บาท ...ถามว่าอยากได้ไหมก็ไม่ แต่มีความอยากซื้ออะไรกลับไปเป็นทีระลึกจักหน่อย 

ร้านหมู่จุ่มตลาดถนนคนเดิน
ร้านหมู่จุ่มตลาดถนนคนเดิน
เมี่ยงคำ(ไม้ 20 บาท) กะรันตีความอร่อย
เมี่ยงคำ(ไม้ 20 บาท) กะรันตีความอร่อย


บำรุงการศึกษา
บำรุงการศึกษา
ผงทานาคากระปุกละ 50 บาท
ผงทานาคากระปุกละ 50 บาท
ถนนคนเดินสังขละบุรี
ถนนคนเดินสังขละบุรี

ระหว่างเดินทางกลับก็แวะถ่ายรูปยืนยันคนที่ไม่คาดคิดว่าเราจะมาถึงสังขละบุรีกันได้นิดหนึ่ง หน้าโรงแรมใกล้กับ ร้าน 7 -11 เพราะอุไรต้องแวะซื้อของใช้ส่วนตัว ซึ่งคนเยอะมากเหมือนมารับของแจกฟรี จนไม่อยากมาสมัครงานเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อสาขานี้แน่นอน เดินทางเข้าที่พักพอถึงหน้ารีสอร์ททุกคนก็คิดว่าเราน่าจะไปดูสะพานมอญยามค่ำคืนสักนิดหนึ่ง เพื่อพรุ่งนี้เช้าจะได้รู้ว่าเดินไกลไหม เราเดินเลยที่พักมาประมาณ 150 เมตร ก็เลี้ยวขวาเข้าทางลาดลงไปมีราวสะพาน เป็นถนนสำหรับรถมอเตอร์ไซด์วิ่ง ซึ่งมีลักษณะไหล่ทางที่แคบพอสมควร เดินได้ทีละคน ขณะนี้เวลาประมาณ 3 ทุ่ม ถนนช่วงนี้ค่อนข้างเงียบ มีเพียงรถมอเตอร์ไซด์วิ่งสวน เกือบจะลงเนินมาถึงแล้วเชียวก็ได้ยินเสียงฝูงหมาหมู่ (ซึ่งมีมากกว่า 1 ตัว) ส่งเสียงเห่าเหมือนจะไม่ให้เราเดินเข้าไปหามัน พร้อมกับแสงไฟสลัวๆ ทำให้เห็นไม่ชัดว่ามีกี่ตัว เราเลยตัดสินใจที่จะหันหลังกลับที่พักแบบไม่ได้อะไร เพราะไม่รู้เส้นทางข้างหน้าเป็นยังไง ถึงที่พักเราตกลงนัดแนะเรื่องเวลาสำหรับตักบาตรวันพรุ่งนี้ พี่อิงสอบถามพนักงานของโรงแรมเขาบอกกับเราว่าพระจะยืนบิณฑบาต โดยปกติประมาณ 6 โมงถึง 6 โมงครึ่ง แต่พรุ่งนี้คนเยอะเนื่องจากเป็นวันหยุดต่อเนื่อง อาจจะบิณฑบาตเสร็จช้ากว่าปกติ สำหรับเราจบที่เวลา 06.00 น. ออกจากที่พัก เผื่อเวลาสำหรับการเดินดูวิถีชีวิตแบบคนมอญโดยไม่ต้องรีบร้อน

/วันอาทิตย์ ที่ 9 กุมภา...

        

ยามรุ่ง ณ สวนแมกไม้รีสอร์ท
ยามรุ่ง ณ สวนแมกไม้รีสอร์ท

หกโมงเช้าเปิดประตูห้องออกมาก็พบกับบรรยากาศขายชุดตักบาตรอยู่หน้าโรงแรมซึ่งสามารถมองเห็นไปจากหน้าห้องพักได้ มีนักท่องเที่ยวเริ่มทยอยเดินไปทางสะพานมอญบ้างแล้ว สำหรับแขกท่านอื่นที่เข้าพักก็ทยอยขึ้นรถตู้ออกกันไปบ้างโดยแต่งชุดแบบชาวมอญทั้งหญิงชาย ทราบทีหลังว่าทางโรงแรมมีชุดมอญตั้งผู้หญิงผู้ชายให้ใส่พร้อมชุดตักบาตร แต่น่าจะต้องแจ้งล่วงหน้า เพราะเห็นมีจำนวนไม่มาก เราเดินลงมาจากชั้น 3 ของโรงแรมมุ่งหน้าไปทางสะพานมอญ เสียงสอบถามขายชุดตักบาตรดังไปตลอดทาง ชุดละ 99 บาท ประกอบด้วย ข้าว น้ำ ผลไม้ ดอกไม้ ใส่ตะกร้านานาชนิด ทั้งแบบไม้และพลาสติก ซึ่งราคาเท่ากัน แล้วแต่จะเลือก มีขายตลอดเส้นทางจนมาถึงหน้าสะพานมอญ ซึ่งเมื่อคืนเราเดินมาไม่ถึง เราตกลงซื้อชุดตักบาตรกันที่หน้าสะพานมอญกันคนละชุด ช่วงเช้าวันนี้คนเยอะมากทั้งแต่หน้าสะพาน ระหว่างเดินก็แวะถ่ายรูปไปเรื่อยๆ แต่รูปที่ได้ออกมาใช้ไม่ค่อยได้เลย เนื่องจากฝีมือล้วนๆ พร้อมกับความไม่ถนัดเพราะต้องถือชุดตักบาตร เราหยุดยืนอยู่ที่ระหว่างสะพานเพื่อรอตักบาตร พร้อมกันนักท่องเที่ยวท่านอื่นอีกจำนวนมาก 

99 บาท (ฝั่งต้นสะพานมอญ)
99 บาท (ฝั่งต้นสะพานมอญ)

ก็ได้ยินเสียงบอกจากชายท่านหนึ่งว่า “พระจะไม่เดินมารับบาตรบนสะพานนะครับ ขอให้ท่านที่ต้องการตักบาตรเดินไปยังอีกฝั่งของสะพาน พระจะบิณฑบาตที่นั้น” วนไปวนมาเพื่อให้ทุกคนได้รับทราบ และทุกคนก็พากันเดินไปยังอีกฝั่งสะพานเพื่อต่อแถวใส่บาตร บรรยากาศก็จะแออัดนิดตามภาพ เราเดินมาถึงฝั่งสะพานอีกด้านก็ต้องพบกับประโยคที่ติดไว้หน้าร้านขายของชำ “ให้เช่าชุดสำหรับตักบาตรพร้อมของตักบาตรชุดละ 99 บาท” !!!!อึ้งไป 3 วิ กับคำว่าชุดพร้อมของใส่บาตร เพราะของที่เราซื้อจากต้นสะพาน ชุดละ 99 บาทไม่มีชุดให้ ....ไม่เป็นไรทริปนี้เรามาสำรวจเส้นทางทริปหน้าเรามาจริง รู้ละว่าเราจะซื้อชุดใส่บาตรพร้อมแต่งกายเสื้อผ้ามอญได้ที่ไหน

ฝั่งหมู่บ้านมอญ ชุดตักบาตรพร้อมชุดมอญ 99 บาท
ฝั่งหมู่บ้านมอญ ชุดตักบาตรพร้อมชุดมอญ 99 บาท

         ชุดใส่บาตรจากฝั่งต้นสะพานจะประมาณตามรูป ส่วนอีกฝั่งที่แถบชุดแต่งกาย โถใส่ข้าวสวยตกแต่งด้วยลายสวยงาม มีฝาปิดเรียบร้อย แถมพร้อมเก้าอี้สำหรับตั้งและนั่งให้ผู้ใช้บริการ รวมทั้งหมด 99 บาท ตามภาพ....โอกาสหน้าไม่พลาดแบบนี้แน่นอน.... ชิชิ ระหว่างเข้าแถวรอพระบิณฑบาต ก็จะมีเจ้าของร้านขายชุดตักบาตรมาตั้งเก้าอี้ให้สำหรับนักท่องเที่ยวที่ซื้อของจากทางร้านของชำฝั่งนี้ จนหลายคนที่ยืนคอยโดยไม่มีเก้าอี้ต้องถอยร่นออกไปเหลือจากตรงที่เรายืนไปหลายคน 555....มีแต่ชุดเรา 4 คนที่ไม่ยอมไปไหน และบ่นเสียงเหมือนแมลงหวี่ว่า “แล้วจะยืนยังไงละทีนี้ เอาเก้าอี้มาตั้งจองหมด” บ่นไปบ่นมาแม่ค้าที่มาวางเก้าอี้เขาเลยบอกมาว่าไม่ได้ไล่คะ ยืนได้เลยคะ เป็นอันว่าจบ แต่เราจะถูกบีบตัวให้ลีบด้วยเก้าอี้กันนิดหน่อย แต่ไม่ใช่อุปสรรคสำหรับความตั้งใจที่จะยืนตรงนี้เท่านั้น เนื่องจากฉันมาก่อน หลายคนที่มาทีหลังก็ทะยอยกันเดินขึ้นไปบนถนนที่ค่อนข้างชัน ไกลออกไป แต่พระจะบิณฑบาตมาจากทางไกลจนมาถึงฝั่งสะพานหมู่บ้านมอญ ยืนรอกันอยู่พักใหญ่ระหว่างนั้นก็ถ่ายรูปกันไป ซื้อลายพิมพ์บนแก้มด้วยไม้ทานาคา สัญลักษณ์อีกอย่างของชาวมอญที่ถือขาย มีทั้งแม่ค้าเด็กและผู้ใหญ่ ราคาสองแก้มแล้วแต่ให้ เจ้าของทริปจัดไปคนเดียว 20 บาท

พลางมองดูวิถีชีวิตของคนมาเที่ยวสะพานมอญกันไป เนื่องจากเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างถิ่น เห็นคนมอญน้อยกว่าที่คิดไว้เยอะ อาจเพราะเราไม่ได้เดินขึ้นไปทางหมู่บ้านมอญเลยไม่ได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของชาวมอญ แต่สิ่งหนึ่งที่ได้เห็นคือ พ่อค้าแม่ค้าที่ขายของที่นี้ จะช่วยกันบอกนักท่องเที่ยวถึงกันปฏิบัติตน ขณะรอพระ มีผู้หญิงชาวมอญคอยมาเดินตะโกนบอกไม่ให้นักท่องเที่ยวที่จะใส่บาตร “อย่าเดินขึ้นไปลัดคิวข้างบนเนิน เนื่องจากคนที่คอยอยู่ใกล้สะพานจะได้ใส่บาตรช้า และพระวันนี้มีน้อยแต่คนใส่บาตรเยอะ รบกวนทุกท่านยืนอยู่กับที่ อย่าเดินขึ้นเพื่อลัดคิวใส่บาตรก่อนนะคะ” ขณะที่พูดไปก็มีนักท่องเที่ยวหลายคนเดินสวนขึ้นไป มีอยู่กรุ๊ปหนึ่งเดินมาจากด้านล่างใกล้สะพานมายืนแทรกตัวใกล้เจ้าของทริป ประมาณ 4-5 คน แต่เจ้าของทริปไม่ได้พูดอะไร เนื่องจากเป็นที่ว่างมีแต่เก้าอี้ไม่มีคนยืน เพราะคนที่ยืนอยู่ก่อนก็เดินไปลัดคิวใส่บาตรด้านหน้าแล้ว 555 เพียงแค่รู้สึกนึกในใจว่าวิถีคนเห็นแก่ตัวมีอยู่ทุกที่จริงๆ เหมือนกับการเข้าวัดทำบุญ แต่แย่งกันใส่บาตร หรือลัดคิวอาหารโรงทาน ซึ่งเห็นได้โดยทั่วไป แต่ปากบอกว่าตนเอง เป็นคนทำมะทำโม ชอบทำบุญตักบาตร แต่ไม่เคยรู้จักคำว่าเสียสละเพียงเรื่องเล็กน้อย....

         พอพระใกล้ถึง ก็มีชายขี่มอเตอร์ไซด์ฝ่ากลางคนยื่นรอใส่บาตรมากเพื่อจะขึ้นไปด้านบน น่าจะเป็นคนในพื้นที่ พอถึงที่เรายืนอยู่ ซึ่งมีชายเจ้าของร้านขายชุดตักบาตรพร้อมแฟนซึ่งยืนคอยช่วยเหลือนักท่องเที่ยวอยู่ ก็มาต่อว่าชายคนขี่มอเตอร์ไซด์ด้วยภาษามอญ ความหมายอาจจะประมาณว่าขี่มาทำไมทางนี้เห็นไหมว่าเขากำลังเตรียมตักบาตรกันอยู่ เถียงกันไปเถียงกันมา เจ้าของร้านขายของก็ไม่ให้ไปต่อบอกให้เลี้ยวรถกลับลงไปทางฝั่งสะพาน ชายคนขับมอเตอร์ไซด์ก็ยอมกลับรถลงไป โดยต้องเลื่อนเก้าอี้และช่วยกันหลีกทางให้ พระใกล้มาถึง ก็มีฝรั่ง 2 คน พร้อมไกด์วิ่งมาใส่บาตรด้านแถวด้านหน้าของพี่อิงพี่เอ๋เพื่อนร่วมทริปของเรา ซึ่งมีชายคนหนึ่งมาตั้งของเตรียมไว้รอตักบาตรและอธิบายเกี่ยวกับการตักบาตรให้ชาวต่างชาติฟัง เป็นภาษาอังกฤษ (เป็นความคาดเดาจากเจ้าของทริปเอง) ซึ่งดูเขาสนใจและปฏิบัติตามที่ไกด์บอก แต่ยืนบังเพื่อนเรา จนเราถ่ายรูปติดมาด้วยแบบไม่ตั้งใจแต่เด่นกว่าเพื่อนร่วมทริป 555

ตักบาตรเสร็จเรียบร้อยก็ทยอยกันเดินลงมาทางสะพานมอญเพื่อหาอะไรกินกัน ก็พบกับร้านขายข้าวเหนียวดำลืมผัวโรยมะพร้าวและงาดำ พี่อิงก็จัดมา 1 ถ้วน สำหรับให้ทุกคนได้ชิมกัน รสชาติอร่อยทีเดียว เดินลงมาเรื่อยๆ มีร้านขายปาท่องโก๋ ร้านน้ำชา ร้านข้าวต้มฯลฯ เดินมาเกือบถึงตีนสะพานเพื่อนเอ๋เห็นร้านขายขนมจีนแกงหยวก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่เราตามหา หลังจากที่พลาดหมูจุ่มมาตั้งแต่เมื่อคืน ทุกคนรีบเดินเข้าหาร้านขนมจีนแกงหยวก ซึ่งวันนี้เราต้องได้กิน สั่งมาคนละจาน พร้อมไข่ต้มสุข 1 ลูก มีผัก หมี่ขาวทอด หยิบได้ตามความชอบ และสรรหาที่นั่งสำหรับกินกัน ใครๆก็คิดเหมือนเราอีกแล้ว คนเยอะแต่ก็พอมีที่นั่งสำหรับเราเหลืออยู่ หน้าตาน้ำแกงหยวกจะดูมันๆ จืดๆ ตามสไตล์ เจ้าของทริปชิมน้ำไปนิดหนึ่งก็รู้แล้วว่ามันไม่เหมาะกับเราแน่นอน แต่มาถึงที่ต้องจัด เติมพริกผงไปนิดหน่อยพยายามกินจนหมด แม้จะไม่ถูกปากเราก็ตาม เราไม่รู้ว่าของเขาอร่อยไหม หรือรสชาติแบบไหนที่เรียกว่าอร่อย แต่เรามาเพื่อลองกินอาหารที่เป็นซิกเนเจอร์ของที่นี้ หลังจากออกจากร้านขนมจีนก็เดินชมร้านขายของสองข้างทางไปเรื่อย ๆ กลับไปยังสะพานมอญเพื่อกลับที่พัก ระหว่างทางพี่อิงก็แวะซื้อแป้งย่างที่เป็นแผ่นบางๆ โรยด้วยงาดำมาให้ชิม ซึ่งไม่ทราบว่าเขาเรียกว่าขนมอะไร แต่รสชาติอร่อยดี

ร้านโจ๊กนั่งยอง
ร้านโจ๊กนั่งยอง
ขนมจีนแกงหยวก อาหารต้องลอง
ขนมจีนแกงหยวก อาหารต้องลอง

         ถึงที่พักเรียบร้อย อาหารเช้าโรงแรมมีถึง 9.30 พอมีเวลาแวะกินกาแฟ หลังจากทานกันเสร็จก็เก็บข้าวของไปไว้ในรถ และจอดรถไว้ที่โรงแรม หลังจากนั้นก็เดินเท้ากลับไปยังสะพานมอญอีกครั้งหนึ่ง เป้าหมายของเราต่อไปคือนั่งเรือชมวัด เมื่อเช้าตอนตักบาตรพี่อิงก็แวะถามค่าโดยสารเรือเที่ยววัดเรียบร้อยแล้ว ราคาเมื่อคืน 500 บาท เหมาลำ ระหว่างพี่อิง อุไรและเพื่อนเอ๋แวะซื้อน้ำที่ร้านกาแฟสดหน้าสะพานมอญ เจ้าของทริปก็ไปติดต่อทำความรู้จักกับพี่วินมอไซค์แถวนั้น สอบถามราคาค่าเรือโดยสาร พี่วินมอไซค์ก็หวังดีเรียกน้องวินเรือมาเจรจา ตกลงราคากันแบบเหมาลำอยู่ที่ 400 บาท น้องวินเรือ บอกเนี้ย!!! “ปกติคิด 500 นะครับแต่ลดให้เหลือ 400 บาท เก็บคนละ 100 พอ” สิ้นเสียงวินเรือเจ้าของทริปตาโตรีบตอบตกลงโดยไม่สอบถามเพื่อนร่วมทริป

           สำหรับทริปชมวัด ที่มีหลายราคา ขึ้นอยู่กับว่าเราจะไปกี่วัด ซึ่งจะมีราคาเขียนไว้ที่ป้ายติดไว้บริเวณหน้าสะพานมอญ เราสามารถอ่านดูก่อนตัดสินใจได้ หลังจากนั้นเราก็เดินตามคนขับเรือวินหมายเลข 30 ลงไปทางฝั่งสะพานไม้ไผ่ซึ่งใช้สำหรับจอดเทียบเรือเพื่อรับผู้โดยสาร ซึ่งอยู่ติดกับสะพานมอญ เดินทางไปยังวัดที่ขณะนี้กลายเป็นวัดร้าง เนื่องมาจากการสร้างเขื่อนเพื่อขั้นน้ำ ทำให้วัดที่เคยเป็นที่ทำกิจกรรมทางศาสนา ต้องย้ายไปอยู่ที่ใหม่ นั่งเรือสักครู่หนึ่งก็มาถึงวัดแรก (วัดวังก์วิเวการาม) คนขับเรือก็เล่าให้ฟังเกี่ยวกับประวัติของวัดนี้ให้เราฟัง พร้อมถ่ายรูปชมความสวยงามของหอระฆังและโบสถ์ที่โพล่มาเหนือน้ำ ณ ขณะนี้ให้เราฟัง 

วัดหลวงพ่ออุตะมะ (วัดวังก์วิเวการาม) วัดของชาวมอญ
วัดหลวงพ่ออุตะมะ (วัดวังก์วิเวการาม) วัดของชาวมอญ
วัดหลวงพ่ออุตะมะ (วัดวังก์วิเวการาม) เก่า
วัดหลวงพ่ออุตะมะ (วัดวังก์วิเวการาม) เก่า

เสร็จเรียบร้อยก็ขับเรือต่อมาจอดเทียบตลิ่งรอให้เราลงจากเรือ ก็จะมีเด็กๆ ชาวมอญทั้งหญิงชายคอยอำนวยความสะดวกจับหัวเรือให้ เราเดินขึ้นฝั่งก็จะมีเด็กๆ มาถามว่าต้องการไกด์น้ำเที่ยวชมวัดไหมคะ ซึ่งเป็นวัดไทยที่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง ตอนแรกเจ้าของทริปก็ปฏิเสธไปโดยที่ยังไม่ได้ดูหน้าเด็กที่มาถามแม้แต่น้อย เนื่องจากกำลังวุ่นอยู่กับการเดินและหากล้องถ่ายรูปในกระเป๋า และเพื่อนร่วม ทริปก็เดินนำหน้าไปไกลแล้ว ก็รีบเดินทางให้ทันกันถามเพื่อนร่วมทริปว่าจะเอาไกด์เด็กไหม เมื่อครู่มาถามอยู่ว่าสนใจไหม ราคาแล้วแต่จะให้ ทุกคนแล้วแต่เจ้าของ ทริป เลยตัดสินใจเดินลงมาหาไกด์ตัวน้อยเมื่อสักครู่ แต่มีเด็กๆ หลายคนมาก เลยไม่รู้ว่าคนไหนเป็นคนแรกที่มาทักทาย ทราบแค่เป็นเด็กผู้หญิง เลยตัดสินใจเดินไปถามเด็กๆ ผู้หญิงที่ยืนอยู่ด้วยกัน 3 -4 คนว่าสนใจจะฟังไกด์พูด ใครจะเป็นคนพาไปก็มีเด็กผู้หญิง 2 คนเดินออกมา เลยให้ทั้ง 2 คนผลัดกันพูดให้ฟัง เกี่ยวกับวัดทั้งหมด พลางเดินขึ้นไป ระหว่างทางก็แวะซื้อช่อดอกไม้ ธูป เทียน ชุดละ 20 บาท ซึ่งขายอยู่ก่อนทางขึ้นที่เป็นบันไดที่เป็นดิน ซึ่งมีบันได 65 ขั้น น้องๆก็บอกให้เดินอ้อมไปเข้าทางด้านหน้า เนื่องจากประตูที่ถึงก่อนเป็นทางออกด้านหลังของวัด หากเข้าทางด้านหลังขอพรอะไรก็จะไม่สมหวัง เป็นประตูสำหรับการเดินออกเท่านั้น ระหว่างที่น้องอธิบายก็มีกลุ่มหนึ่งสนใจฟังไปด้วยกัน น้องบอกว่าที่นี้ประกอบด้วยวัด 3 วัด วัดที่เรายืนอยู่นี้คือวัดสมเด็จ(เก่า) ซึ่งเป็นวัดไทย วัดที่จมน้ำที่เราแวะดูก่อนหน้านี้คือวัดมอญ (วัดหลวงพ่ออุตะมะหรือวัดวังก์วิเวการาม เก่า) ส่วนถัดไปอีกวัดซึ่งอยู่ใต้น้ำเช่นเดียวกันเป็นวัดกะเหรียง(วัดศรีสุวรรณ) และก็อธิบายเกี่ยวกับประวัติของแต่ละวัดให้เราฟังอย่างตั้งอกตั้งใจตามที่ได้รับการสอนมา ก่อนถึงประตูทางเข้า ทางด้านข้างจะมีก้อนหินวางเป็นแนวตั้งสูงเป็นชั้นๆ ไกด์ตัวน้อยก็อธิบายให้ฟังว่ามันเป็นความเชื่อของคนญี่ปุ่น ที่อธิฐานและจะสมหวัง โดยการวางหินเรียงกันตามรูป หลังจากเข้าไปไหว้พระในอุโบสถเก่า ซึ่งไม่มีหลังคา และไม่มีการบูรณะอะไร (เท่าที่เห็น) ทุกอย่างเสื่อมไปตามสภาพ ก็ไม่ลืมเดินออกทางด้านประตูหลัง ซึ่งเป็นด้านหน้าสำหรับทางขึ้นมาถึงตัววัด ความคงเดิมที่ดูเป็นเพียงวัดไทยธรรมดา กลับกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ทำรายได้ให้กับคนในพื้นที่ มีเรื่องราวที่สามารถถ่ายทอดให้นักท่องเที่ยวได้โดยผ่านไกด์ตัวน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าของทริปค่อนข้างชื่นชมกับแนวคิดนี้ ก็ไม่พลาดที่จะถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกกันเล็กน้อย 

วัดสมเด็จ เก่า(วัดไทย)
วัดสมเด็จ เก่า(วัดไทย)

          เมื่อเดินลงมาถึงชานด้านล่างใกล้ท่าเทียบเรือจะมีชาวมอญขายปลา สำหรับใครที่ต้องการทำบุญด้วยการปล่อยปลาตัวละ 10 บาท เดินมาถึงริมหาดก็บังคับไกด์ตัวน้อยร่วมถ่ายรูปกันนิด พร้อมจ่ายค่าตัวไป 100 บาท และเราก็เดินไปขึ้นเรือที่จอดรออยู่เด็กๆ กลุ่มเดิมก็วิ่งไปจับหัวเรือให้พร้อมกับเด็กผู้ชายอีกคน จนเราขึ้นเรือเรียบร้อยและน้องๆ ก็บอกขอบคุณเรา พี่อิงทนไม่ไหวเลยควักเงินให้เป็นทิปแก่เด็กๆ ไปอีก 100 บาท หลังจากนั้นคนขับเรือก็พาเราไปยังอีกวัดหนึ่งซึ่งอยู่ใต้น้ำ แต่มองด้วยตามลงไปด้านล่างใต้น้ำ ยังพอมองเห็นรางๆ นอกนั้นคือเสาไม้เสาเดียวที่โพล่อยู่เหนือน้ำ ให้เป็นที่ได้รู้ว่าข้างใต้พื้นน้ำนี้เป็นวัด 

ร่องรอยวัดกะเหรียง(วัดศรีสุวรรณ) ช่วงเดือนกุมภา
ร่องรอยวัดกะเหรียง(วัดศรีสุวรรณ) ช่วงเดือนกุมภา

คนขับบอกว่า ถ้าจะให้เห็นทั้งหมดของวัดที่นี้ ต้องมาในช่วงเดือนเมษายน น้ำบริเวณนี้จะแห้งเกือบหมด เหลือเฉพาะร่องน้ำ ซึ่งเราสามารถเดินชมวัดใต้น้ำทั้ง 2 วัดได้อย่างเต็มที่ ใช้เวลาไม่นานเราก็วนเรือกลับมายังท่าน้ำใกล้สะพานมอญ เพื่อขึ้นฝั่ง เป็นอันจบทริปนั่งเรือชมวัด ประมาณ 11 กว่าๆ เราใช้เวลานั่งเรือชมวัดประมาณครึ่งชั่วโมง มีเวลาพอที่จะไปไหวพระที่วัดหลวงพ่ออุตตมะ หรือวัดวังก์วิเวการาม ใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล แต่ต้องขับรถอ้อมไปอีกฝั่งหนึ่งของสะพานมอญและชมเจดีย์พุทธคยา เราใช้เวลาขับรถมายังวัดหลวงพ่ออุตตมะประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึง ภายในวัดคลาคล่ำด้วยนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มาจากสะพานมอญ เพราะวัดนี้อยู่ในทริปเที่ยวสังขละอยู่แล้วเช่นกัน เราเข้าไปไหว้พระทำบุญเสร็จเรียบร้อยก็เดินทางย้อนกลับมาไปยังเจดีย์พุทธคยา ซึ่งตั้งตระหง่านเห็นมาจากสะพานมอญ ไม่พลาดนำดอกไม้ ธูป เทียน ไหว้พระในมหาเจดีย์ พร้อมเดินวนสามรอบเพื่อขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ที่แห่งนั้น หลังจากนั้นก็แวะเลือกซื้อเลือกชมของกินของฝากหน้าพระมหาเจดีย์ เวลาประมาณบ่าย 2 เราก็เดินทางกลับ 

วัดหลวงพ่ออุตตมะ หรือวัดวังก์วิเวการาม (ใหม่)
วัดหลวงพ่ออุตตมะ หรือวัดวังก์วิเวการาม (ใหม่)
เจดีย์พุทธคยา (จำลองจากประเทศอินเดีย)
เจดีย์พุทธคยา (จำลองจากประเทศอินเดีย)

จุดหมายคือนครปฐม ระหว่างทางก็แวะทานข้าวเที่ยงที่หน้าน้ำตกไทรโยค เลยเดินเข้าไปในน้ำตก โดยไม่ทันสังเกตว่า มีพนักงานเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับการเข้าน้ำตก เลยต้องจ่ายไป คนละ 40 บาท จะเดินออกมาก็อาจโดนข้อหาไม่จ่ายค่าธรรมเนียมบำรุงรัฐบาล หลังจากจ่ายเงินค่าธรรมเนียมเสร็จเดินไปประมาณ 10 เมตร ก็ตกลงเดินออกมา ทางเดิมที่เพิ่งเสียค่าเข้าชมไป พนักงานมองด้วยสีหน้ามึนงงนิดหน่อย ต่อไปจุดหมายปลายทางสำหรับค้างคืนของเราอยู่ที่นครปฐม ขับรถยาวๆ มาถึงนครปฐมแวะเอาของฝากจากกระบี่ สาหร่ายพวงองุ่น (แหลมสัก กระบี่) กับไข่เค็มจุติมา (ไชยา สุราษฎร์ธานี) ให้กับคุณแม่ของพี่อิงเสร็จสับเรียบร้อย ก็ขับรถต่อไปยัง อพาร์ทเม้นท์เพื่อเอาเครื่องคอม PC ให้หลานสาวสุดที่รัก และชวนกันไปกินมื้อค่ำที่ลานเจดีย์นครปฐม หลังจากนั้นก็หาที่พักสำหรับพักค้างคืนกัน จบลงอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ด้านหลังโรงแรมที่ติดกับปั้มน้ำมันเชลล์ ถูกและสะอาด เพียงห้องละ 500 บาทต่อคืน นอนได้ 2 คน ถือว่าคุ้มค่าสุดสุด ที่จอดรถมีพอสำหรับลูกค้า มีทั้งรายเดือนและรายวัน ซึ่งดูปลอดภัย เนื่องจากคนเข้าพักหน้าตาดีกันทุกคน เลยต้องเน้นเรื่องราคา (ถูก) และความปลอดภัยเป็นหลัก เป้าหมายของพี่อิงคือพรุ่งนี้พาเราไปกินร้านข้าวหมูแดง(เจ้าเก่า)ของจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของที่นี้

/วันจันทร์ ที่ 10 กุมภา

          ระหว่างรออาหารมื้อเช้า ซึ่งสั่งเหมือนกันคือข้าวหมูแดงหมูกรอบร้านเก่าแก่ที่พี่อิงคนพื้นที่ยืนยันนอนยันว่าเป็นเจ้าเก่าของนครปฐม พ่วงด้วยสเต๊ะหมู และทอดมันปลาจากร้านข้างๆ ทิ้งท้ายด้วยเป็ดตุ๋นเครื่องยาจีน พี่อิงก็ขอตัวไปซื้อของที่ตลาดสดใกล้ๆ ร้าน พักหนึ่งก็กลับเข้ามาด้วยถุงที่เต็มไปด้วยของฝากหมู 9 ชนิด อาทิ หมูแผ่น หมูฝอย กุนเชียงหมู ฯลฯ อย่างละ 2 ถุง สำหรับมากินที่กระบี่ (ซื้อจนไม่คิดจะให้เรากินอย่างอื่นเลย) หลังจากทานข้าวเช้ากันเสร็จ เดินเลยไปซื้อข้าวหลามบริเวณตลาดสดนครปฐม “ข้าวหลามแม่มน ..เจ้าเก่า อีกแล้ว” อาหารทุกอย่างไม่เน้นราคา ดูคุณภาพนิดหน่อย เน้น!!! อะไรที่เป็นซิกเนเจอร์ของแต่ละจังหวัดเป็นหลัก

ร้านข้าวหมูแดงตั้งฮะเส็ง (เจ้าเก่า)
ร้านข้าวหมูแดงตั้งฮะเส็ง (เจ้าเก่า)


ข้าวหลามบ๊ะจ่างแม่เล็ก (ตลาดสดนครปฐม)
ข้าวหลามบ๊ะจ่างแม่เล็ก (ตลาดสดนครปฐม)

เดินทางต่อไปยังมหาวิทยาลัยเกษตรกำแพงแสน นครปฐม เพื่อไปดูดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ ตามแผนการเล็กน้อย น่าเสียดายที่ดอกสีชมพูร่วงเกือบจะหมดแล้ว แต่ก็ยังมีร่องรอยแห่งความสวยงาม บนถนนสายเส้นหลังมหาวิทยาลัย เราก็ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกกันตามอัธยาศัย ถ้าดูรีวิวรูปจะรู้ว่าดอกไม้ที่ว่าสวย เราถ่ายให้ไม่สวยได้ พบว่าที่เจ้าสาว-เจ้าบ่าวมาถ่ายเวดดิ้งนอกสถานที่กัน 2 คู่ ใจจริงอยากเห็นรูปที่มืออาชีพถ่ายว่าจะออกมาสวยแค่ไหน ส่วนคู่รักอีกเพียบ !!!!!!!

ดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ (ม.เกษตรศาสตร์ กำแพงแสน จ.นครปฐม)
ดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ (ม.เกษตรศาสตร์ กำแพงแสน จ.นครปฐม)

ขับรถต่อไปยังสมุทรสงครามซึ่งเป็นทางผ่านเพื่อแวะไปส่งพี่อิง “ไกด์พาหลง” ของเรากลับ

ก็ไม่วายแวะร้านกาแฟสุดชิล สำหรับครอบครัว “THE BUFFALO CAFÉ” และแวะซื้อปลาทูนึ่งแถวสมุทรสงคราม ข้างถนนพระราม 2 เพื่อเป็นของฝากและของกินเองกันเล็กน้อย ทั้งปลานึ่ง ปลาเค็ม หอยดอง ใส่รถเป็นที่เรียบร้อย ก็ขับรถยาวๆ ฝนตกบ้างเป็นบางช่วง ขากลับแวะกินข้าวเย็นตอน 3 ทุ่มกว่าๆ ที่บ้านเพื่อนเอ๋ แถวอ.ฉวาง สุราษฎร์ธานี เดินทางถึงกระบี่ประมาณ 5 ทุ่ม เจอกัน.......พรุ่งนี้วันทำงาน

หมดกัน................วันหยุด

ขอบคุณผู้ให้ความอนุเคราะห์ทั้งหลาย..............................#สูดอากาศ 




ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20
ความเห็นล่าสุด
  •  
คัดลอก URL แล้ว

กระบี่-สังขละบุรี-นครปฐม